สมมุติ,สมมติ

                คำว่า สมมติ /สม-มุด/ มักใช้ร่วมกับคำว่า  ว่า  เพื่อเป็นคำเชื่อมแสดงเงื่อนไง คำว่า สมมติ(ว่า) มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า ถ้าหาก(ว่า)  เป็นอย่างมาก แต่เมื่อใช้คำว่า สมมติ(ว่า) จะแสดงน้ำเสียงที่เป็นทางการ จริงจัง หนักแน่นมากกว่าใช้คำเชื่อมอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน เช่น

๑. สมมุติว่า ป่าไม้ถูกทำลายจนหมด มนุษย์คงอยู่ไม่ได้

เปรียบเทียบกับ

๒.  ถ้าป่าไม้ถูกทำลายจนหมด มนุษย์คงอยู่ไม่ได้
 

ความ แตกต่างระหว่างประโยคตัวอย่างที่ ๑ กับ ๒ อยู่ที่ ประโยคตัวอย่างที่ ๑ (ใช้คำว่า สมมุติว่า) แสดงความเป็นทางการ และแสดงน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง กว่าประโยคตัวอย่างที่ ๒ (ใช้คำว่า ถ้า)

อย่างไรก็ตาม บางกรณี คำว่า สมมุติ(ว่า) , ถ้า , หาก(ว่า), ถ้าหาก(ว่า), ก็สามารถใช้แทนกันได้อย่างสมบูรณ์ เช่น

๓. สมมุติว่าเขาไม่มาตามนัด ช่วยโทรแจ้งผมด้วย

๔.    ถ้าเขาไม่มาตามนัด ช่วยโทรแจ้งผมด้วย

๕.    หากเขาไม่มาตามนัด ช่วยโทรแจ้งผมด้วย

๖.     ถ้าหากว่าเขาไม่มาตามนัด ช่วยโทรแจ้งผมด้วย
 

ประโยคตัวอย่างที่ ๓-๖ สามารถใช้แทนกันได้

นอกจากนี้ คำว่า สมมุติ ยังสามารถใช้เป็นคำขยายคำนามได้ เมื่อใช้เป็นคำขยายคำนามจะมีความหมายว่า “สร้างขึ้น, กำหนดขึ้น, ไม่เป็นเช่นนั้นจริง” เช่น
 

บุคคลสมมุติ หมายถึง  “บุคคลที่ถูกปั้นแต่งขั้นมา ไม่มีตัวตนจริงๆ”

เช่น

-          นิติบุคคลคือ บุคคลสมมุติที่มีสิทธิ์เฉกเช่นบุคคลธรรมดาแต่ไม่มีหน้าที่อย่างบุคคลธรรมดา

เรื่องสมมติ หมายถึง “เรื่องที่กุขึ้นมา” เช่น

-          ภาพยนตร์แต่ละเรื่องเป็นเพียงเรื่องสมมุติ ไม่ควรยึดเป็นจริงเป็นจัง
 

บทบาทสมมุติ หมายถึง “บทบาทที่กำหนดให้มีขึ้นทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วไม่มี” เช่น

-          ครูให้นักเรียนออกไปแสดงบทบาทสมมุติเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ

             สมมุติเทพ หมายถึง “เทพโดยการยอมรับนับถือ, ไม่ใช่เทพจริงๆ”

-          ความคิดว่ากษัตริย์มีฐานะเป็นสมมุติเทพ เป็นความคิดที่หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับมาจากศาสนาฮินดู
 

คำว่า “สมมุติ” เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาบาลีสันสกฤตว่า สมมติ /สัมมะติ/ แปลว่า “ความคิดเห็น” นอกจากรูปคำ สมมุติ /สม-มุด/ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางแล้ว ภาษาไทยยังใช้รูป สมมติ /สม-มด/ ด้วย

                รูป สมมติ  /สม-มด/ เป็นรูปที่ใกล้เคียงกับรูปในภาษาบาลี-สันสกฤตเดิมมากว่า สมมุติ ตามอักขรวิธีของไทย ถ้าเขียนว่า สมมติ ก็น่าจะอ่านว่า /สม-มด/ แต่เนื่องจาก สมมติ / สม-มด/ ทั้งพยางค์ ที่ ๑ และ ๒ ออกเสียงสระเหมือนกัน คือ สระ/โอะ/จึงเกิดการผลักดันเสียงสระ/โอะ/ในพยางค์ที่ ๒ ให้กลายเป็นสระที่แตกต่างออกไป กลายเป็นสระที่ลิ้นส่วนหลังยกสูงขึ้นไปอีก คือสระ /อุ/ คำว่า สมมติ /สม-มุด/ จึงออกเสียงเป็น /สม-มุด/ เมื่อออกเสียง/สม-มุด/ แล้ว จึงเขียนเป็น สมมุติ ไปด้วย

            พจนานุกรมฉบัยราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ยอมรับทั้งรูป สมมติ และ สมมุติ เป็นรูปที่ถูกต้อง แต่คนทั่วไปเมื่อใช้คำนี้ในภาษาเขียนที่เป็นทางการมีกใช้รูป สมมติ มากกว่ารูป สมมุติ แต่ในการสนทนา แทบจะไม่มีใครออกเสียงว่า /สม-มด/ เลย ส่วนใหญ่ออกเสียงเป็น /สม-มุด/ กันทั้งสิ้น คำว่า สมมติ หรือ สมมุติ จึงกลายเป็นคำที่แปลกคำหนึ่งในภาษาไทย เวลาเขียน มักเขียนว่า สมมติ แต่เวลาพูดมักพูดว่า สมมุติ /สม-มุด/

สมมุติฐาน ,   สมมติฐาน

                เนื่องจากคำว่า  สมมติ /สม-มด/ กับ สมมุติ /สม-มุด/ เวลาเขียนอย่างเป็นทางการมักใช้คำว่า สมมติ แต่เวลาพูด คนทั่วไปมักพูดว่า /สม-มุด/ ทำให้คำที่เราสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนภาษาอังกฤษว่า hypothesis มีรูปที่แตกต่างกันเป็น ๒ รูป คือ สมมติฐาน /สม-มด-ติ-ถาน/ กับ สมมุติฐาน /สม-มุด-ติ-ฐาน/ ไปด้วย และทำนองเดียวกัน เวลาเขียนนิยมเขียนว่า สมมติฐาน แต่เวลาใช้ในการสนทนามักพูดว่า สมมุติฐาน /สม-มุด-ติ-ถาน/

                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ยอมรับทั้งรูป สมมติฐาน และ สมมุติฐาน ว่าเป็นรูปที่ถูกต้อง
                สมมติฐาน หรือ สมมุติฐาน มีความหมายว่า “ข้อสันนิฐานเบื้องต้นที่ตั้งขึ้นจากการสังเกตก่อนลงมือวิเคราะห์ทดลองตามหลักวิชา” ภายหลังจากวิเคราะห์ทดลองไปแล้ว ข้อสรุปไปได้อาจตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ก็ได้ สมมติฐานเป็นกระบวนการที่สำคัญประการหนึ่งในการหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (58.9.57.187|58.9.57.187) on 2015-02-22 10:07

#1 By (58.9.57.187|58.9.57.187) on 2015-02-22 10:07